ใครที่ชอบแชตออนไลน์หาคู่ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเทคนิคหาคู่ออนไลน์อย่างปลอดภัยมาฝาก...
1. เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป : ค่อยๆ สังเกตและเรียนรู้ว่าคนที่เรากำลังคบหาโดยไม่เห็นหน้าเห็นตานั้น เขาเป็นคนดีจริง ๆ หรือเปล่า โดยเราอาจจะเริ่มด้วยการสนทนากับเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไปทาง อีเมล แล้วค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมของเขา ความขดแย้งในตัวเขา และต้องฟังคำพูดของเขา ดูว่าเขาเป็นอย่างที่เขาบอกเราจริง ๆ หรือเปล่า คุณควรจะเชื่อสัญชาตญาณของตนเอง และเมื่อไหร่ก็ตามที่พบอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ให้เลี่ยงออกมาจากคนผู้นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง2. อย่าพยายามเปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเราเอง : บริการหาคู่ออนไลน์ต่าง ๆ เขาก็พยายามรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล ส่วนตัวของเราในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่สำคัญคือ ตัวคุณเองต้องแน่ใจว่า คุณไม่ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง หมายเลขโทรศัพท์จริง ที่อยู่จริง สถานที่ทำงานจริง ในการเข้าทดลองใช้บริการตามสถานที่เหล่านี้ และถ้าหากว่าบุคคลที่คุณกำลังทำความรู้จักทางออนไลน์อยู่นั้น พยายามให้คุณเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวคุณเองอย่างเร่งด่วน คุณควรจะยุติความสัมพันธ์เสีย แล้วลองหาคนใหม่ที่คุณคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่มีความกดดันจะดีกว่า3. หัดใช้วิจารณญาณ หรือ common sense ของตัวคุณเองบ่อย ๆ : ระมัดระวัง คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจอันจะนำไปสู่การออกเดท คุณต้องทบทวน คิดแล้วคิดอีก ว่าเราควรจะไว้ใจคนผู้นี้ดีหรือไม่อย่าให้อารมณ์มาเหนือเหตุผล ที่สำคัญคุณจะต้องจำเอาไว้เสมอว่า อย่าตกหลุมรักใครเพียงแค่ click mouse4. ขอให้เขาส่งรูปถ่ายมาให้ดู : รูปถ่ายจะให้แนวทางดี ๆ กับคุณเสมอ หรืออาจจะเรียกว่าคุณอาจจะเห็น หรือใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจบางอย่างจาก ถ้าคุณได้ภาพถ่ายของเขามาในหลาย ๆ อิริยาบถ เพราะจะบ่งบอกบุคลิกภาพ การดำเนินชีวิต รสนิยม และข้อมูลอื่น ๆ ของเขาได้5. คุยกับเขาทางโทรศัพท์ : การพูดคุยการทางโทรศัพท์เป็นการช่วยเปิดเผยความเป็นตัวตนของคู่สนทนาได้มาก ทีเดียว อย่างน้อยคุณจะสามารถรับรู้ทักษะในการสื่อสาร และการเข้าสังคมของเขาได้จากการคุยโทรศัพท์ แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรจะใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณคุยกับคนที่ไม่เคย เห็นหน้ากันมาก่อน อาจจะลงทุนไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเสียหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง กระทั่งเมื่อคุณรู้สึกคุ้นเคย และไว้วางใจในตัวเขา เมื่อนั้นค่อยให้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณ6. นัดพบกับเขาเมื่อคุณพร้อม : การใจร้อน...รีบร้อนอยากจะเห็นหน้าคู่สนทนาออนไลน์นั้น ย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน ทางที่ดีควรจะค่อย ๆ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาจากการพูดคุยทางออนไลน์และลองมาประเมินดู ว่า คู่สนทนาของเรานั้น เขาน่าดึงดูดใจที่จะไปพบมากน้อยแค่ไหน บางครั้งถ้ารีบร้อนไปนัดหมายกับเขาไว้ แล้วเกิดเปลี่ยนใจที่หลัง ก็สามารถทำได้ คือ ถ้าใจเราคิดว่ายังไม่พร้อมก็อย่าไปฝืนเด็ดขาด จงเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง7. ใส่ใจกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก : ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธของเขา ความหงุดหงิด ความพยายามที่จะกดดันและควบคุมตัวเรา รวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่น่ารักที่เราควรจะใส่ใจพิเศษ เพื่อนำมาประเมินว่า เราควรจะรักษาความสัมพันธ์ต่อไปอีกหรือไม่ และยังมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของอายุ ความสนใจ รูปลักษณ์ สถานภาพสมรส อาชีพ เป็นต้นนอก จากนี้ คนที่ปฏิเสธที่จะคุยโทรศัพท์กับคุณก็ไม่น่าไว้ใจ ชอบพูดจาอ้อมค้อม คนที่เมื่อปรากฏตัวให้เห็นจริงๆ แล้ว แตกต่างจากในออนไลน์มาก คนที่ไม่เคยแนะนำคุณ ให้เพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิดรู้จัก เหล่านี้พยายามหลีกให้ไกลเลย8. เมื่อตัดสินใจที่จะนัดพบกันแล้วให้เลือกสถานที่ที่ปลอดภัย : ก่อนที่จะออกไปพบกับบุคคลออนไลน์นี้ คุณควรจะบอกเพื่อนหรือญาติให้ทราบด้วยว่า คุณจะไปไหน ทางที่ดีให้เบอร์โทรและชื่อของคนที่คุณจะออกไปพบกับคนที่บ้านคุณด้วย และที่สำคัญอย่าให้คู่นัดครั้งแรกของคุณมารับคุณที่บ้านเด็ดขาด ถ้าหากว่าเมื่อพบกันแล้ว ต้องการจะไปต่อที่อื่น ก็ให้คุณขับรถของคุณไปเอง แบบต่างคนต่างไปจะดีที่สุด9. กรณีที่นัดพบกันต่างจังหวัด : อย่างเช่นว่า ต้องบินไปเจอกัน คุณก็ควรจะจองที่พักของตัวเองเช่ารถของตัวเอง และอย่าเปิดเผยชื่อโรงแรมที่คุณจองให้เขาทราบ และไม่ต้องให้เขามารับที่สนามบิน เมื่อลงเครื่องก็เช่ารถและขับตรงไปที่โรงแรมเลย เมื่อถึงเวลานัดหมายก็ออกมาพบตามสถานที่ๆ นัดไว้ และถ้าหากคุณมีโทรศัพท์มือถือ ก็จงพกติดต่อไปตลอด10. เมื่อเจอสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจให้ถอนตัวทันที : อย่าทำอะไรลงไปทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ ถ้าหากไปถึงสถานที่นัดหมาย แล้วเจอสิ่งไม่ชอบพากล ก็ให้รีบเปลี่ยนความตั้งใจทันที อย่าเสี่ยงเด็ดขาด คุณสามารถเรียกตำรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรีรออะไร คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก
รู้อย่างนี้แล้วถ้าจะรักใครชอบใคร ควรจะดูให้ดีก่อนจะดีกว่า จะได้เจอคู่รักที่ถูกใจและปลอดภัยด้วย
ข้อมูลจาก..เดลินิวส์
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
สะเดาะเคราะห์
การแก้กรรมสะเดาะเคราะห์เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถส่งเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้น มักรวมไปถึงการต่ออายุ หรือแก้ไขสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดี การเริ่มทำบุญตั้งแต่ต้นปีก็จะเพิ่มดวง เสริมสง่าราศีให้ชีวิตมีความสุข และประสบความสำเร็จตลอดทั้งปีและตลอดไปอย่างแน่นอน
1. ถือศีล 5 การถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม การทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์ เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้
2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจบารมีได้
3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือน หรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น
4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอม ผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า
5. ถวายน้ำมันตะเกียงเพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิต เช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิต รวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง
6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์ อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัด พบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน
7. ไหว้พระ ไหว้บูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญเกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิง ยึดเหนี่ยว นำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริง เช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อย ไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัย และพบความสุขความเจริญในชีวิต
9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี
10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภ ผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุน ยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาด เพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง
11. ทำบุญโลงศพ ซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนัก การทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง สามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆ และผ่อนหนักเป็นเบาได้
12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้ เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศก ไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย
13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี
14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าตามสถานสงเคราะห์เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี
15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดี ดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้
*ด้วยความปรารถนาจาก....อ.รวีโรจน์ (โหรโรจน์)
www.meemodo.com
1. ถือศีล 5 การถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม การทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์ เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้
2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจบารมีได้
3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือน หรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น
4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอม ผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า
5. ถวายน้ำมันตะเกียงเพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิต เช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิต รวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง
6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์ อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัด พบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน
7. ไหว้พระ ไหว้บูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญเกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิง ยึดเหนี่ยว นำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริง เช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อย ไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัย และพบความสุขความเจริญในชีวิต
9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี
10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภ ผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุน ยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาด เพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง
11. ทำบุญโลงศพ ซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนัก การทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง สามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆ และผ่อนหนักเป็นเบาได้
12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้ เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศก ไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย
13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี
14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าตามสถานสงเคราะห์เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี
15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดี ดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้
*ด้วยความปรารถนาจาก....อ.รวีโรจน์ (โหรโรจน์)
www.meemodo.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)